รีวิว Dior Addict Lip Glow to the Max ลิปบำรุงมีสี ปากฉ่ำวาว

โอ้โห! วันนี้ขอพักเรื่องเครียดๆ มาเม้าท์มอยเรื่องปากๆ กันหน่อย โดยเฉพาะใครที่เป็นสาวกลิปปากฉ่ำ ปากระเรื่อดุจลูกคุณหนู หรือกำลังหาลิปบาล์มดีๆ สักแท่งที่ไม่ได้แค่บำรุง แต่ยังให้สีสันแบบธรรมชาติ๊ธรรมชาติ วันนี้เรามีตัวเด็ดมารีวิวให้ฟังแบบหมดเปลือก! นั่นก็คือ Dior Addict Lip Glow to the Max นั่นเองจ้า!
ที่มาที่ไปของการรีวิวนี้คือ เห็นลิปรุ่นนี้ทีไรใจมันสั่น แพคเกจก็สวย สีก็ละลานตาไปหมด แต่เอ๊ะ...นางเป็นแค่ลิปบาล์มเปลี่ยนสีธรรมดา หรือมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่นะ? แล้วความ "To the Max" เนี่ย มันดียังไง? บทความนี้จะพาไปไขข้อข้องใจทุกซอกทุกมุม ลองใช้จริงให้ดูเลยว่าจึ้งไม่จึ้ง!
1. ภาพรวมสินค้า: รู้จักน้อง Glow to the Max!
แบรนด์: Dior (แค่ชื่อก็กินขาดแล้วแม่!)
รุ่น: Addict Lip Glow to the Max (รุ่นพิเศษที่ออกมาช่วงหนึ่ง แต่ยังหาซื้อได้อยู่จ้า)
ประเภท: ลิปบาล์มมีสี (Color Reviving Lip Balm) ที่เน้นความฉ่ำวาวขั้นสุด!
ช่วงราคา: จัดอยู่ในกลุ่ม Hi-End ราคาเคาน์เตอร์ไทยอยู่ราวๆ 1,300 - 1,450 บาท (แล้วแต่โปรโมชั่นและช่องทาง)
ตำแหน่งสินค้า: เป็นลิปบำรุงที่ให้สีสันกึ่งเมคอัพ เหมาะสำหรับคนที่อยากให้ปากดูสุขภาพดีเป็นธรรมชาติ แต่อัปเกรดความปังขึ้นไปอีกระดับ เหมาะกับทุกวัยที่ต้องการปากที่ดูเอิบอิ่ม ฉ่ำโกลว์
จุดเด่นหลักๆ ที่เคลมไว้:
- เทคโนโลยี Color Reviver ช่วยปรับสีปากให้เข้ากับเคมีปากของเรา สีที่ได้จะมีความเป็นธรรมชาติไม่ซ้ำใคร
- ให้ความฉ่ำวาวแบบ "To the Max" ปากดูอิ่มฟูเหมือนฉีดฟิลเลอร์ (อันนี้เว่อร์ไป แต่มันโกลว์จริงๆ)
- เนื้อลิปมีลาย swirl สองสีในแท่งเดียว ดูน่ารักน่าใช้มากๆ
- ช่วยบำรุงริมฝีปากให้นุ่ม ชุ่มชื้น
2. ดีไซน์ & รูปลักษณ์ภายนอก: แค่แพคเกจก็ยอมแล้ว!
ยอมรับเลยว่าซื้อเพราะแพคเกจก่อนเลย! ตัวแท่งเป็นสีชมพูใสๆ เอกลักษณ์ของ Lip Glow แต่รุ่น To the Max จะมีความพิเศษตรงที่เป็นลาย swirl สีชมพูสลับสีอื่น (ตามเฉดสีของลิป) มองเข้าไปเหมือนลูกอมเลย น่ารักมาก!
การออกแบบ: เรียบหรู ดูแพง ตามสไตล์ Dior
วัสดุ: เป็นพลาสติกเนื้อดี แข็งแรง ทนทาน
ขนาดและน้ำหนัก: เล็กกะทัดรัด พกพาง่าย ใส่ในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง หรือกระเป๋าจิ๋วก็ยังได้สบายๆ ปริมาณ 3.5g
สีที่มีให้เลือก: รุ่น To the Max มีหลายสีเลยค่ะ ที่ฮิตๆ ก็จะมี Pink (201), Coral (204), Berry (206), Raspberry (207) และยังมีสีโทน Holo ที่มีประกายชัดขึ้นไปอีก เช่น Holo Purple (209), Holo Pink (210)
อุปกรณ์เสริมในกล่อง: ไม่มีอะไรมากค่ะ มาแค่ลิปบาล์มแท่งเดียวโดดๆ
3. ประสบการณ์ในการใช้งานฟังก์ชันหลัก: ปากฉ่ำจริง ไม่จกตา!
มาถึงส่วนสำคัญ! ลองใช้จริงบนปากสดๆ ที่บางทีก็แห้ง บางทีก็ลอกเป็นขุยๆ
ความรู้สึกหลังทา: เนื้อลิปจะมีความนุ่ม ลื่น ทาง่าย ไม่เหนอะหนะเหมือนกลอสบางตัว สบายปากมากๆ เหมือนทาลิปบาล์มปกติเลยค่ะ
เทคโนโลยี Color Reviver: ทาแล้วสีจะค่อยๆ ชัดขึ้น ปรับตามสีปากเดิมของเราเลยค่ะ ตอนแรกอาจจะดูสีอ่อนๆ แต่สักพักจะเห็นเป็นสีชมพูระเรื่อๆ หรือสีส้มคอรัลที่ดูเป็นธรรมชาติมากๆ สีที่ได้จะมีความเป็นเอกลักษณ์ของเราจริงๆ
ความฉ่ำวาว (To the Max Glow): อันนี้ต้องยกให้! พอทาไปแล้วปากดูอิ่มน้ำ ฉ่ำวาว เล่นแสงสวยมากค่ะ ไม่ได้เป็นกลิตเตอร์เม็ดใหญ่ๆ แต่ออกแนวชิมเมอร์เนื้อละเอียดที่ทำให้ปากดูมีมิติ สุขภาพดีขั้นสุด
ความติดทน: ในส่วนของความวาวและชิมเมอร์อาจจะอยู่ได้ไม่นานมาก ถ้ากินข้าวหรือดื่มน้ำก็มีหลุดไปบ้าง แต่สีระเรื่อๆ จาก Color Reviver ยังพอติดอยู่ค่ะ ต้องทาซ้ำเพื่อเพิ่มความฉ่ำวาว
การบำรุง: รู้สึกว่าช่วยให้ปากชุ่มชื้นขึ้นได้ในระดับหนึ่งค่ะ แต่ถ้าปากแห้งแตกหนักมาก อาจจะต้องใช้ลิปมาสก์หรือลิปบาล์มสำหรับบำรุงโดยเฉพาะควบคู่ไปด้วย
4. ใช้งานง่ายไหม? มือใหม่หัดทาก็รอด!
ง่ายกว่านี้ไม่มีแล้วจ้า! แค่หมุนแท่งลิปออกมาแล้วปาดลงบนปากได้เลย ไม่ต้องใช้แปรง ไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรพิเศษเลยจริงๆ
ความง่ายในการใช้: ใช้งานง่ายมาก เหมาะกับคนที่เร่งรีบ หรือชอบแต่งหน้าเบาๆ ในชีวิตประจำวัน
ระบบซอฟต์แวร์: (อันนี้ไม่มีจ้า ลิปบาล์มเนอะ) 😂
เสียงดังไหม/ร้อนไหม: (ไม่มีอีกเช่นกันจ้า)
สบายเวลาถือ/สวมใส่: ถือแท่งลิปแล้วรู้สึกดี ดูแพง พกใส่กระเป๋าไว้หยิบมาเติมระหว่างวันก็เริ่ด
5. ความคุ้มค่าในระยะยาว: จ่ายแพงแล้วได้อะไร?
ยอมรับว่าราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับลิปบาล์มทั่วไป แต่ถ้าเทียบกับคุณภาพ แพคเกจ และการเป็นแบรนด์ Hi-End ก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่ค่ะ
ระยะเวลาการใช้งาน: อันนี้แล้วแต่คนใช้เลยค่ะ ถ้าทาบ่อยๆ เติมระหว่างวันเยอะๆ ก็อาจจะหมดเร็วหน่อย แต่ถ้าใช้แค่ตอนเช้า หรือเติมแค่ 1-2 ครั้งต่อวัน ก็อยู่ได้หลายเดือนเลยค่ะ (ประมาณ 24 เดือนหลังเปิดใช้)
ค่าใช้จ่ายระยะยาว: ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกจากการซื้อแท่งใหม่ค่ะ
วิเคราะห์ความคุ้มค่า: ถ้ามองหาแค่ลิปบาล์มที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างเดียว อาจจะมีตัวอื่นที่ราคาถูกกว่าและให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน แต่ถ้าอยากได้ลิปที่ให้ทั้งความชุ่มชื้น สีสันธรรมชาติ ปากดูอิ่มฟู ฉ่ำวาวแบบดูแพง และแพคเกจสวยๆ ไว้พกติดกระเป๋า ตัวนี้ถือว่าคุ้มค่าค่ะ
6. ข้อดี-ข้อเสีย: มีอะไรที่ควรรู้บ้าง?
มาสรุปกันแบบตรงไปตรงมา ไม่มีอวยเกินจริง!
ข้อดี:
- ให้สีสันธรรมชาติ สวยงาม ปรับตามสีปากแต่ละคน
- ปากดูอิ่มฟู ฉ่ำวาวขั้นสุด เหมือนปากสุขภาพดีแต่เกิด
- เนื้อนุ่มลื่น ทาง่าย ไม่เหนอะหนะ
- แพคเกจสวยหรู น่าพก น่าใช้มากๆ
- ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ริมฝีปากได้ดี
ข้อเสีย:
- ราคาค่อนข้างสูง
- ความติดทนของความวาวและชิมเมอร์ไม่นานมาก ต้องเติมระหว่างวัน
- สีค่อนข้าง sheer ไม่ได้กลบสีปากเดิมได้มิด เหมาะกับคนปากไม่ได้คล้ำมาก
- บางคนอาจรู้สึกว่าการบำรุงยังไม่เพียงพอสำหรับปากที่แห้งแตกหนักๆ
7. เหมาะกับใคร & คำแนะนำในการซื้อ: ซื้อดีไหมนะ?
เหมาะกับใคร:
- คนที่ชอบแต่งหน้าโทนธรรมชาติ ใสๆ แต่ดูดี
- คนที่อยากได้ลิปบำรุงที่มีสีสันในตัว
- คนที่มองหาลิปที่ช่วยให้ปากดูอิ่มฟู ฉ่ำวาว
- คนที่ชอบสะสมเครื่องสำอางแบรนด์ Hi-End แพคเกจสวยๆ
- เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ไปเรียน ไปทำงาน หรือวันที่อยากพักปากจากลิปแมตต์
ควรซื้อเลยไหม? ถ้าตรงกับไลฟ์สไตล์และความต้องการข้างต้น และงบประมาณถึง ก็จัดเลยค่ะ! หรือจะลองไปเทสสีที่เคาน์เตอร์ก่อนก็ได้ แต่ถ้าอยากได้ราคาดีๆ อาจจะต้องรอช่วงโปรโมชั่นพิเศษของห้างสรรพสินค้า หรือตามร้านค้าออนไลน์ต่างๆ
8. เปรียบเทียบกับสินค้าคล้ายๆ กัน: ตัวไหนดีกว่า?
(ส่วนนี้เลือกใส่ก็ได้) ถ้าเทียบกับ Dior Lip Glow รุ่น Original รุ่น To the Max จะให้ความวาวและชิมเมอร์ที่ชัดเจนกว่าค่ะ ส่วนเรื่องสีและการบำรุงจะคล้ายๆ กันค่ะ แต่รุ่น Original มีสีให้เลือกหลากหลายโทนกว่าในปัจจุบัน
ถ้าเทียบกับลิปบาล์มมีสีจากแบรนด์อื่นๆ ในระดับราคาใกล้เคียงกัน อย่าง YSL หรือ Givenchy ก็ต้องบอกว่าแต่ละแบรนด์มีจุดเด่นต่างกันไปค่ะ บางแบรนด์สีชัดกว่า บางแบรนด์บำรุงดีกว่า อันนี้แนะนำให้ไปลองเทสด้วยตัวเองจะดีที่สุดค่ะ
ส่วนถ้าเทียบกับ Dior Lip Maximizer (ลิปกลอสที่ช่วยให้ปากดูอวบอิ่ม) อันนั้นจะเน้นเรื่องความอวบอิ่มและให้ความวาวแบบกลอสซี่มากกว่าค่ะ เนื้อสัมผัสก็ต่างกัน Lip Glow จะเป็นบาล์ม ส่วน Lip Maximizer เป็นกลอส
9. บริการหลังการขายและช่องทางการซื้อ: ซื้อที่ไหนได้บ้าง?
Dior เป็นแบรนด์ที่มีเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ สามารถไปทดลองสี ขอคำแนะนำจาก BA ได้เลยค่ะ หรือจะซื้อออนไลน์ก็ได้เช่นกัน ทั้งจากเว็บไซต์ทางการของ Dior, Sephora หรือ Official Store ใน Lazada, Shopee
การรับประกัน: สินค้าแบรนด์เนมแท้ปกติจะไม่มีการรับประกันแบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ถ้าสินค้ามีปัญหาตั้งแต่แรก สามารถติดต่อขอเปลี่ยนหรือคืนได้ตามนโยบายของร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าที่ซื้อมาค่ะ
โปรโมชั่น: แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากเคาน์เตอร์ Dior หรือช่องทางออนไลน์ต่างๆ ค่ะ มักจะมีโปรโมชั่นลดราคา, ของแถม (Gift with Purchase - GWP) หรือคะแนนสะสมพิเศษอยู่เรื่อยๆ
ช่องทางออนไลน์: สะดวกสบายมากๆ มีให้เลือกหลากหลาย ทั้ง Official Store ในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใหญ่ๆ บางช่วงมีโค้ดลดเพิ่ม หรือโปรโมชั่นส่งฟรีค่ะ
10. บทสรุปและคำแนะนำในการซื้อ: สรุปแล้วไงดี?
ถ้าให้สรุปแบบฟันธง! สำหรับ Dior Addict Lip Glow to the Max
เหมาะสำหรับ: คนที่อยากอัปเกรดลิปบาล์มให้ดูดีขึ้น ต้องการสีสันธรรมชาติ พร้อมความฉ่ำวาวแบบจัดเต็ม แพคเกจสวยหรูพกไปไหนก็เริ่ด และมีงบประมาณสำหรับลิป Hi-End ค่ะ
ไม่เหมาะสำหรับ: คนที่ต้องการลิปบำรุงขั้นสุดสำหรับปากที่แห้งแตกหนักๆ หรือคนที่ต้องการลิปสีชัด กลบสีปากเดิมได้มิด
ถ้าคุณคือกลุ่มแรกที่บอกไป **แนะนำให้ซื้อ!** เลยค่ะ เป็นไอเทมที่หยิบมาใช้ได้ทุกวันจริงๆ ทำให้ปากดูสุขภาพดีโดยไม่ต้องแต่งอะไรเยอะ
ถ้าเป็นมือใหม่ที่อยากลองลิป Dior สักแท่ง แล้วชอบแนวปากฉ่ำๆ รุ่นนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีค่ะ แต่ถ้าอยากประหยัดงบหน่อย อาจจะลองดูแบรนด์อื่นที่มีลิปบาล์มมีสีคล้ายๆ กันดูก่อนก็ได้
หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจนะคะ ใครใช้แล้วเป็นยังไง ชอบสีไหน มาเม้าท์กันได้เลย!
วิดีโอที่เกี่ยวข้อง
แนะนำสำหรับคุณ
รีวิว โครงการ Pleno (AP): ทาวน์โฮม/บ้าน ทำเลดี ราคาเข้าถึงง่าย น่าซื้อไหม?
Garmin GDR E530 รีวิวกล้องติดรถยนต์: ชัด ทน อุ่นใจทุกการเดินทางไหม?
รีวิว Hourglass Vanish Seamless Finish Foundation Stick: รองพื้นสติ๊ก ปกปิดเรียบเนียน คุมมัน กันน้ำไหม
รีวิว Adare Garden Pool Villas Pattaya: พูลวิลล่าส่วนตัว บรรยากาศดีจริงไหม?
เที่ยวโตเกียวเดือนตุลาคม: อากาศดีไหม? มีงานอะไรน่าเที่ยว? เตรียมตัวยังไง?
รีวิว กระเป๋าเป้ Anello กันน้ำ: สะพายไปเที่ยว ลุยฝน ของข้างในปลอดภัยจริงหรือ?
