logo

รีวิว Adidas Energy Boost 2018 รองเท้าวิ่งในตำนานที่หลายคนยังคงคิดถึง

user avatar
ภูมิ พงศ์ธนาธิป·07/21/2025T03:19Z
点赞
รีวิว Adidas Energy Boost 2018 รองเท้าวิ่งในตำนานที่หลายคนยังคงคิดถึง

ย้อนตำนานรองเท้าวิ่ง Adidas Energy Boost 2018: ทำไมถึงยังเป็นที่คิดถึงของนักวิ่งในวันนี้?

เชื่อว่านักวิ่งหลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อ Adidas Energy Boost รองเท้าวิ่งที่ปฏิวัติวงการด้วยเทคโนโลยี Boost อันโด่งดัง วันนี้เราจะพาย้อนเวลากลับไปสำรวจ Energy Boost ที่เปิดตัวในปี 2018 ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปีของเทคโนโลยี Boost ที่ Adidas ภาคภูมิใจ แล้วทำไมรองเท้าคู่นี้ถึงยังคงอยู่ในใจของนักวิ่งหลายคน? มันยังดีพอสำหรับการวิ่งในยุคปัจจุบันหรือไม่? บทความนี้จะเจาะลึกทุกแง่มุม เพื่อให้คุณได้คำตอบ!


1. ภาพรวมผลิตภัณฑ์: รู้จัก Adidas Energy Boost 2018

แบรนด์: Adidas
รุ่น: Energy Boost (รุ่น OG Re-release ฉลอง 5 ปี Boost)
ปีที่วางจำหน่าย: 1 กุมภาพันธ์ 2018
ช่วงราคาเปิดตัว: ประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่าประมาณ 5,000 - 6,000 บาทไทย ณ ขณะนั้น)

การวางตำแหน่งสินค้า: รองเท้าวิ่งแบบ Neutral สำหรับการวิ่งในชีวิตประจำวัน (Daily Trainer) และการวิ่งระยะไกล เหมาะสำหรับนักวิ่งทุกระดับที่ต้องการความสบายและการตอบสนองที่ดี

สรุปจุดเด่นหลัก:

  • พื้น Boost เต็มแผ่น: มอบการรองรับแรงกระแทกที่นุ่มนวลและส่งคืนพลังงานได้อย่างยอดเยี่ยม
  • อัปเปอร์ Techfit: โอบรับเท้าให้ความรู้สึกเหมือนใส่ถุงเท้า ยืดหยุ่นและระบายอากาศได้ดี
  • ระบบ Torsion System: เพิ่มความมั่นคงให้กลางเท้า ช่วยให้การก้าววิ่งราบรื่น
  • พื้นยาง Continental Stretchweb: ให้การยึดเกาะและการสึกหรอที่ดีเยี่ยม
  • ความทนทานสูง: โฟม Boost มีความทนทานต่อการใช้งานในระยะยาว

2. ดีไซน์ & รูปลักษณ์ภายนอก

Adidas Energy Boost 2018 ในเวอร์ชัน OG Re-release มาพร้อมดีไซน์คลาสสิกที่เรียบง่ายแต่ดูทรงพลัง โดยเฉพาะสีดำตัดกับพื้น Boost สีขาวและมีรายละเอียดสีเหลืองสดใส (Vivid Yellow) ที่ส่วนกลางเท้าและพื้นรองเท้าชั้นนอก

การออกแบบและวัสดุ: อัปเปอร์ใช้ผ้า Techfit ที่มีความยืดหยุ่นสูง ให้ความรู้สึกเหมือนสวมใส่ถุงเท้า โอบกระชับเท้าอย่างเป็นธรรมชาติ บริเวณกลางเท้ามีโครงพลาสติก (Midfoot Cage) ที่ช่วยล็อกเท้าให้มั่นคง ด้านหลังมีแผ่นรองส้นเท้าที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการเคลื่อนไหวของเอ็นร้อยหวายได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ขนาดและน้ำหนัก: น้ำหนักประมาณ 9.5 ออนซ์ (ไซส์ผู้ชาย US 9) ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่ามีน้ำหนักอยู่บ้างเมื่อเทียบกับรองเท้าวิ่งสมัยใหม่ที่เน้นความเบา

สีที่มีให้เลือก: สำหรับรุ่น OG Re-release หลักๆ คือสีดำ/ขาว/เหลือง แต่ Energy Boost มีหลายสีและรุ่นย่อยออกมาในช่วงเวลาต่างๆ เช่น Concepts x adidas Energy Boost “Shiatsu” ที่มีรายละเอียดสีสันแตกต่างกัน

อุปกรณ์เสริมในกล่อง: โดยทั่วไปแล้ว รองเท้าวิ่งจะมาพร้อมคู่มือและอาจมีเชือกรองเท้าสำรองสำหรับบางรุ่นพิเศษ แต่รุ่นมาตรฐานส่วนใหญ่จะมีแค่รองเท้าและกล่องเท่านั้น


3. ประสบการณ์ในการใช้งานฟังก์ชันหลัก

หัวใจสำคัญของ Energy Boost 2018 คือเทคโนโลยี Boost ที่ Adidas พัฒนาร่วมกับ BASF โดยเป็นเม็ดโฟม TPU (Thermoplastic Polyurethane) จำนวนหลายพันเม็ดที่ถูกขยายตัวและอัดรวมกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นรองเท้าที่มีคุณสมบัติเด่น 5 ประการ: การคืนพลังงาน, การรองรับแรงกระแทก, ความทนทาน, ความยืดหยุ่น และการปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิ

การรองรับแรงกระแทกและการตอบสนอง: เมื่อสวมใส่ คุณจะรู้สึกถึงความนุ่มนวลคล้ายกับวิ่งอยู่บนก้อนเมฆเล็กๆ แต่ไม่ยวบยาบจนเกินไป ทุกย่างก้าวจะรู้สึกได้ถึงการส่งคืนพลังงานที่ดีเยี่ยม (Energy Return) ช่วยให้คุณรู้สึกมีแรงส่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้จะวิ่งระยะไกลก็ยังคงรักษาความรู้สึกเด้งและไม่ยุบตัวง่าย

ความมั่นคงและการควบคุม: ด้วยระบบ Torsion System ที่อยู่บริเวณกลางเท้า ช่วยเพิ่มความมั่นคงและควบคุมการบิดตัวของรองเท้าได้ดี ทำให้การถ่ายเทน้ำหนักจากส้นเท้าสู่ปลายเท้าเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม นักวิ่งบางคนอาจรู้สึกว่าความเด้งของ Boost ทำให้การเข้าโค้งในความเร็วสูงมีความ “ไม่กระชับ” เล็กน้อย

การยึดเกาะ: พื้นรองเท้าชั้นนอกที่ใช้ยาง Continental Stretchweb (คล้ายกับที่ใช้ใน UltraBoost) มอบการยึดเกาะที่ดีเยี่ยมบนพื้นผิวที่หลากหลาย ทั้งถนนเปียกและแห้ง ทำให้วิ่งได้อย่างมั่นใจในสภาพอากาศที่แตกต่างกัน


4. ประสบการณ์การใช้งาน & ความง่ายในการใช้

Energy Boost 2018 ได้รับการออกแบบมาให้เป็นรองเท้าที่ใส่สบายตั้งแต่แรกก้าว อัปเปอร์ผ้า Techfit ให้ความรู้สึกเหมือนถุงเท้าที่โอบรับเท้าได้ดีเยี่ยม สำหรับนักวิ่งที่มีหน้าเท้าแคบถึงปานกลางจะรู้สึกกระชับพอดี แต่สำหรับคนที่มีหน้าเท้ากว้าง อาจต้องลองพิจารณาเพิ่มครึ่งไซส์เพื่อให้มีพื้นที่มากขึ้น

ความสบายในการสวมใส่: บริเวณลิ้นรองเท้าและขอบข้อเท้ามีวัสดุบุที่หนานุ่ม มอบความสบายรอบเท้า พื้น Boost ที่นุ่มและตอบสนองได้ดีทำให้รู้สึกสบายตลอดการวิ่ง โดยเฉพาะการวิ่งในระยะกลางถึงระยะไกล

การระบายอากาศ: แม้ว่าอัปเปอร์ Techfit จะให้ความรู้สึกกระชับ แต่ในบางรีวิวระบุว่าการระบายอากาศอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะในการวิ่งในสภาพอากาศร้อนจัด อาจทำให้เท้ารู้สึกอบอ้าวได้หลังวิ่งไปได้สักระยะ

ความรู้สึกโดยรวม: เป็นรองเท้าที่ให้ "Feel" หรือความรู้สึกในการวิ่งที่สนุกสนาน ด้วยความเด้งของ Boost ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้การวิ่งในแต่ละก้าวเต็มไปด้วยพลังงาน


5. ความทนทาน & ความคุ้มค่าในระยะยาว

หนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้ Adidas Energy Boost เป็นที่พูดถึงมาโดยตลอดคือ ความทนทานของพื้น Boost โฟม Boost ถูกออกแบบมาให้สามารถรับมือกับอุณหภูมิที่หลากหลายได้ดี และยังคงรักษาสภาพการคืนพลังงานและการรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี แม้จะผ่านการวิ่งมาหลายร้อยกิโลเมตร

ระยะเวลาการใช้งาน: ผู้ใช้งานหลายคนรายงานว่าพื้น Boost สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 500-600 ไมล์ (ประมาณ 800-960 กิโลเมตร) หรือมากกว่านั้น โดยที่ยังคงประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกและการส่งคืนพลังงานได้ดี ซึ่งถือว่าสูงกว่ามาตรฐานของรองเท้าวิ่งทั่วไปที่มักแนะนำให้เปลี่ยนที่ประมาณ 300-500 ไมล์

ค่าใช้จ่ายระยะยาว: ด้วยความทนทานของพื้น Boost ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรองเท้าบ่อยนัก แม้ราคาเปิดตัวจะอยู่ในระดับกลางถึงสูง (ประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ) แต่เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนาน ทำให้ Energy Boost 2018 กลายเป็นรองเท้าที่ให้ ความคุ้มค่า ในระยะยาวได้เป็นอย่างดี หากหารด้วยจำนวนกิโลเมตรที่วิ่งได้ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรจะต่ำกว่ารองเท้าหลายๆ รุ่น


6. ข้อดี-ข้อเสีย

หลังจากได้ลองสัมผัสและพิจารณาจากข้อมูลต่างๆ นี่คือข้อดีและข้อเสียของ Adidas Energy Boost 2018:

ข้อดี:

  • สุดยอดการคืนพลังงาน: Boost ยังคงเป็นหนึ่งในโฟมที่ให้การเด้งและส่งคืนพลังงานได้ดีที่สุด
  • ความสบายระดับพรีเมียม: นุ่มสบายเท้า เหมาะกับการวิ่งทุกวันและการวิ่งระยะไกล
  • ทนทานเป็นเลิศ: พื้น Boost ทนทานต่อการใช้งานหนัก ใช้งานได้หลายร้อยไมล์
  • ยึดเกาะดีเยี่ยม: พื้นยาง Continental ให้การยึดเกาะที่มั่นใจได้
  • ดีไซน์คลาสสิก: รูปลักษณ์เรียบง่าย แต่มีสไตล์ สามารถใส่ลำลองได้

ข้อเสีย:

  • น้ำหนัก: อาจรู้สึกหนักกว่ารองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ๆ ที่เน้นความเบา
  • การระบายอากาศ: อัปเปอร์ Techfit อาจทำให้เท้ารู้สึกร้อนได้ในสภาพอากาศร้อนชื้น
  • หน้าเท้าแคบ: นักวิ่งหน้าเท้ากว้างอาจต้องเพิ่มไซส์เพื่อความสบาย
  • อาจไม่เหมาะกับความเร็วสูง: ความเด้งของ Boost อาจทำให้รู้สึกไม่มั่นคงเล็กน้อยในการเข้าโค้งที่ความเร็วสูง
  • หาซื้อยากในปัจจุบัน: เนื่องจากเป็นรุ่นปี 2018 การหารองเท้าใหม่ในสต็อกอาจทำได้ยาก

7. เหมาะกับใคร & คำแนะนำในการซื้อ

Adidas Energy Boost 2018 เหมาะสำหรับ:

  • นักวิ่งประจำวัน (Daily Runner): ผู้ที่มองหารองเท้าคู่ใจสำหรับการวิ่งซ้อมในแต่ละวัน ที่ให้ความสบายและการรองรับแรงกระแทกที่ดีเยี่ยม
  • นักวิ่งระยะไกล: ด้วยคุณสมบัติการคืนพลังงานและความทนทาน ทำให้เหมาะสำหรับการวิ่ง Half Marathon หรือ Marathon
  • ผู้ที่ชื่นชอบความนุ่มเด้ง: หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงรักความรู้สึก “เด้ง” ของพื้น Boost นี่คือรองเท้าที่ตอบโจทย์
  • ผู้ที่ต้องการรองเท้าที่ทนทาน: หากคุณต้องการรองเท้าที่ใช้งานได้ยาวนานหลายร้อยกิโลเมตร Boost ไม่ทำให้ผิดหวัง
  • นักวิ่งหน้าเท้าแคบถึงปานกลาง: ผู้ที่ต้องการความกระชับและโอบรับเท้าได้ดี

ควรซื้อเลยไหม? ในปัจจุบัน (ปี 2025) Adidas Energy Boost 2018 ถือเป็นรองเท้า “ในตำนาน” ที่หาซื้อได้ยากในสภาพใหม่เอี่ยม หากคุณเจอในสภาพดีและราคาเหมาะสม โดยเฉพาะสำหรับนักสะสม หรือผู้ที่ต้องการสัมผัสความรู้สึกคลาสสิกของ Boost รุ่นแรกๆ ก็ถือว่าน่าสนใจ แต่ถ้ามองหารองเท้าวิ่งสำหรับประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน อาจมีรุ่นใหม่ๆ ที่พัฒนาไปไกลกว่าในด้านน้ำหนักเบาและการระบายอากาศ


8. เปรียบเทียบกับสินค้าคล้ายๆ กัน

เมื่อเทียบกับรองเท้าวิ่งที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันในช่วงเวลาเดียวกัน หรือรุ่นต่อมา:

  • เทียบกับ Adidas UltraBoost: UltraBoost (เปิดตัวปี 2015) เน้นความนุ่มและปริมาณ Boost ที่มากกว่า มีอัปเปอร์ Primeknit ที่มีความยืดหยุ่นสูงและให้ความรู้สึกพรีเมียมกว่า Energy Boost Energy Boost จะให้ความรู้สึกกระชับและมั่นคงกว่าเล็กน้อย เหมาะสำหรับการวิ่งที่ต้องการความควบคุมที่ดีกว่า UltraBoost ที่บางคนอาจรู้สึก "ยวบ" เกินไป
  • เทียบกับรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ๆ ในตลาดปัจจุบัน: รองเท้าวิ่งสมัยใหม่หลายรุ่นได้พัฒนาน้ำหนักให้เบาลงอย่างมาก และใช้วัสดุอัปเปอร์ที่ระบายอากาศได้ดีกว่า รวมถึงโฟมรุ่นใหม่ๆ ที่เน้นความเด้งและการส่งคืนพลังงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม Energy Boost 2018 ยังคงโดดเด่นในด้านความทนทานและความรู้สึก "เด้ง" ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Boost ยุคแรกๆ

9. บริการหลังการขายและช่องทางการซื้อ

เนื่องจาก Adidas Energy Boost 2018 เป็นรองเท้าที่วางจำหน่ายไปเมื่อหลายปีที่แล้ว การหาซื้อ "มือหนึ่ง" ที่มีประกันจากร้านค้าทางการจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน

ช่องทางการซื้อในปัจจุบัน:

  • ร้านค้ามือสอง/กลุ่มซื้อขายรองเท้า: คุณอาจพบ Adidas Energy Boost 2018 ได้จากแพลตฟอร์มรองเท้ามือสอง เช่น eBay หรือกลุ่มซื้อขายรองเท้าในโซเชียลมีเดียต่างๆ
  • ตลาดนักสะสม (Resell Market): เว็บไซต์อย่าง StockX หรือ Flight Club อาจมีสินค้า แต่ราคาอาจสูงกว่าราคา Retail และมักจะไม่มีการรับประกันจากผู้ผลิตแล้ว

การรับประกัน: รองเท้ากีฬาโดยทั่วไปมักมีการรับประกันคุณภาพการผลิตในช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 90 วัน) จากแบรนด์ หากซื้อจากช่องทางที่เป็นทางการ แต่สำหรับรุ่นเก่าอย่าง Energy Boost 2018 การรับประกันนี้อาจหมดอายุไปแล้ว หรือขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ขายมือสอง


10. บทสรุปและคำแนะนำในการซื้อ

Adidas Energy Boost 2018 คือรองเท้าวิ่งที่แท้จริงในตำนานที่ยังคงน่าจดจำ ด้วยเทคโนโลยี Boost ที่พลิกโฉมวงการรองเท้าวิ่ง มันมอบการรองรับแรงกระแทกที่นุ่มนวล การคืนพลังงานที่ยอดเยี่ยม และความทนทานที่น่าประทับใจ เป็นรองเท้าที่มอบความสบายในการวิ่งระยะไกลและการซ้อมวิ่งประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม

คำแนะนำขั้นสุดท้าย:

  • หากคุณเป็น นักวิ่งที่กำลังมองหาความรู้สึกคลาสสิกของ Boost และต้องการรองเท้าที่เน้นความสบาย ทนทาน และยังคงให้การคืนพลังงานที่ดีเยี่ยม และสามารถหาซื้อได้ในสภาพดีและราคาที่เหมาะสม Energy Boost 2018 ยังคงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม
  • อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็น นักวิ่งที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุด ในแง่ของน้ำหนักที่เบา การระบายอากาศที่เหนือกว่า หรือเทคโนโลยีโฟมรุ่นใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อความเร็วโดยเฉพาะ รุ่นใหม่ๆ ในตลาดอาจตอบโจทย์ได้มากกว่า

โดยรวมแล้ว Adidas Energy Boost 2018 คือรองเท้าที่ "ควรค่าแก่การคิดถึง" และยังคงเป็นรองเท้าที่มอบประสบการณ์การวิ่งที่ดีเยี่ยมได้ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม.

วิดีโอที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

Okay, I have the search results. They confirm the shoe is a budget/mid-range basketball shoe from Nike, featuring Air Max cushioning in the heel and Flywire cables for support. Different versions exist (Infuriate, Infuriate II, Infuriate II
รีวิว Nike Air Max Infuriate Low: รองเท้าบาสเก็ตบอล คู่นี้เหมาะกับสไตล์ไหน?
ฮัลโหลลล ทุกคน! วันนี้จะมาเม้าท์มอยเรื่องรองเท้าวิ่งคู่โปรดที่เพิ่งได้มาลอง นั่นก็คือ Reebok Endless Road นั่นเอง! ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า "Endless Road" วิ่งได้ไม่สิ้นสุด งั้นจริงไหม? แล้วเหมาะกับสายวิ่งแบบไหนกันแน่? มือใหม่หัดวิ่ง หรือสายซิ่
Reebok Endless Road รีวิว: รองเท้าวิ่งคู่นี้เหมาะกับสายไหน?
สวัสดีค่าทุกคน! วันนี้เราจะมาเม้าท์มอยเรื่องรองเท้าวิ่งคู่โปรด (ของใครหลายคน) อย่าง Nike Free RN Motion Flyknit 2017 กันค่ะ! เห็นชื่อยาวๆ แบบนี้ แล้วยังมีคำว่า "Free RN Motion" "Flyknit" "2017" อีก เพียบ! บางคนอาจจะงงๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่ แ
Nike Free RN Motion Flyknit 2017 รีวิว: รองเท้าวิ่งสายฟรี ดีจริงไหม?

บทความล่าสุดดูเพิ่มเติม

กำลังมองหาที่พักในเชียงใหม่ที่เดินทางสะดวกสบาย อยู่ใจกลางเมืองเก่า และราคาดีอยู่ใช่ไหม? โรงแรมรอยัล พรรณราย เชียงใหม่ อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหา! ในบทความนี้ เราจะพาคุณเจาะลึกทุกซอกทุกมุมของโรงแรมแห่งนี้ ตั้งแต่ห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวก ไปจนถ
รีวิวโรงแรม รอยัล พรรณราย เชียงใหม่ ที่พักใจกลางเมืองเก่า เดินทางสะดวก
กำลังมองหาทีวีใหม่ที่ให้ภาพสวยคมชัด เสียงกระหึ่มเหมือนโรงหนัง แต่ราคาไม่แรงเกินไปอยู่ใช่ไหม? วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึก LG 55SK8000PTA ทีวี 4K Super UHD ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Nano Cell Display อันเป็นเอกลักษณ์ของ LG ที่เคยสร้างความฮือฮาเมื่อ
รีวิวทีวี LG 55SK8000PTA Nano Cell Display 4K ภาพสวยเสียงดี คุ้มค่ามั้ย
เบื่อไหมกับใต้ตาคล้ำเป็นหมีแพนด้า? นอนดึกตาบวมจนเพื่อนทัก? ถ้าคุณกำลังมองหาตัวช่วยกอบกู้ใต้ตาให้กลับมาสดใส มีชีวิตชีวาอีกครั้ง บทความนี้มีคำตอบ! วันนี้เราจะพามารีวิวเจาะลึก Origins Ginzing Eye Cream อายครีมตัวดังที่ใครๆ ก็พูดถึง ว่าจะช่วยลด
รีวิว Origins Ginzing Eye Cream อายครีมลดบวมและความหมองคล้ำรอบดวงตา

บทความยอดนิยม

บทความที่แนะนำ