รีวิว Adidas Energy Boost 2018 รองเท้าวิ่งในตำนานที่หลายคนยังคงคิดถึง

ย้อนตำนานรองเท้าวิ่ง Adidas Energy Boost 2018: ทำไมถึงยังเป็นที่คิดถึงของนักวิ่งในวันนี้?
เชื่อว่านักวิ่งหลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อ Adidas Energy Boost รองเท้าวิ่งที่ปฏิวัติวงการด้วยเทคโนโลยี Boost อันโด่งดัง วันนี้เราจะพาย้อนเวลากลับไปสำรวจ Energy Boost ที่เปิดตัวในปี 2018 ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปีของเทคโนโลยี Boost ที่ Adidas ภาคภูมิใจ แล้วทำไมรองเท้าคู่นี้ถึงยังคงอยู่ในใจของนักวิ่งหลายคน? มันยังดีพอสำหรับการวิ่งในยุคปัจจุบันหรือไม่? บทความนี้จะเจาะลึกทุกแง่มุม เพื่อให้คุณได้คำตอบ!
1. ภาพรวมผลิตภัณฑ์: รู้จัก Adidas Energy Boost 2018
แบรนด์: Adidas
รุ่น: Energy Boost (รุ่น OG Re-release ฉลอง 5 ปี Boost)
ปีที่วางจำหน่าย: 1 กุมภาพันธ์ 2018
ช่วงราคาเปิดตัว: ประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ (เทียบเท่าประมาณ 5,000 - 6,000 บาทไทย ณ ขณะนั้น)
การวางตำแหน่งสินค้า: รองเท้าวิ่งแบบ Neutral สำหรับการวิ่งในชีวิตประจำวัน (Daily Trainer) และการวิ่งระยะไกล เหมาะสำหรับนักวิ่งทุกระดับที่ต้องการความสบายและการตอบสนองที่ดี
สรุปจุดเด่นหลัก:
- พื้น Boost เต็มแผ่น: มอบการรองรับแรงกระแทกที่นุ่มนวลและส่งคืนพลังงานได้อย่างยอดเยี่ยม
- อัปเปอร์ Techfit: โอบรับเท้าให้ความรู้สึกเหมือนใส่ถุงเท้า ยืดหยุ่นและระบายอากาศได้ดี
- ระบบ Torsion System: เพิ่มความมั่นคงให้กลางเท้า ช่วยให้การก้าววิ่งราบรื่น
- พื้นยาง Continental Stretchweb: ให้การยึดเกาะและการสึกหรอที่ดีเยี่ยม
- ความทนทานสูง: โฟม Boost มีความทนทานต่อการใช้งานในระยะยาว
2. ดีไซน์ & รูปลักษณ์ภายนอก
Adidas Energy Boost 2018 ในเวอร์ชัน OG Re-release มาพร้อมดีไซน์คลาสสิกที่เรียบง่ายแต่ดูทรงพลัง โดยเฉพาะสีดำตัดกับพื้น Boost สีขาวและมีรายละเอียดสีเหลืองสดใส (Vivid Yellow) ที่ส่วนกลางเท้าและพื้นรองเท้าชั้นนอก
การออกแบบและวัสดุ: อัปเปอร์ใช้ผ้า Techfit ที่มีความยืดหยุ่นสูง ให้ความรู้สึกเหมือนสวมใส่ถุงเท้า โอบกระชับเท้าอย่างเป็นธรรมชาติ บริเวณกลางเท้ามีโครงพลาสติก (Midfoot Cage) ที่ช่วยล็อกเท้าให้มั่นคง ด้านหลังมีแผ่นรองส้นเท้าที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการเคลื่อนไหวของเอ็นร้อยหวายได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ขนาดและน้ำหนัก: น้ำหนักประมาณ 9.5 ออนซ์ (ไซส์ผู้ชาย US 9) ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่ามีน้ำหนักอยู่บ้างเมื่อเทียบกับรองเท้าวิ่งสมัยใหม่ที่เน้นความเบา
สีที่มีให้เลือก: สำหรับรุ่น OG Re-release หลักๆ คือสีดำ/ขาว/เหลือง แต่ Energy Boost มีหลายสีและรุ่นย่อยออกมาในช่วงเวลาต่างๆ เช่น Concepts x adidas Energy Boost “Shiatsu” ที่มีรายละเอียดสีสันแตกต่างกัน
อุปกรณ์เสริมในกล่อง: โดยทั่วไปแล้ว รองเท้าวิ่งจะมาพร้อมคู่มือและอาจมีเชือกรองเท้าสำรองสำหรับบางรุ่นพิเศษ แต่รุ่นมาตรฐานส่วนใหญ่จะมีแค่รองเท้าและกล่องเท่านั้น
3. ประสบการณ์ในการใช้งานฟังก์ชันหลัก
หัวใจสำคัญของ Energy Boost 2018 คือเทคโนโลยี Boost ที่ Adidas พัฒนาร่วมกับ BASF โดยเป็นเม็ดโฟม TPU (Thermoplastic Polyurethane) จำนวนหลายพันเม็ดที่ถูกขยายตัวและอัดรวมกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นรองเท้าที่มีคุณสมบัติเด่น 5 ประการ: การคืนพลังงาน, การรองรับแรงกระแทก, ความทนทาน, ความยืดหยุ่น และการปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิ
การรองรับแรงกระแทกและการตอบสนอง: เมื่อสวมใส่ คุณจะรู้สึกถึงความนุ่มนวลคล้ายกับวิ่งอยู่บนก้อนเมฆเล็กๆ แต่ไม่ยวบยาบจนเกินไป ทุกย่างก้าวจะรู้สึกได้ถึงการส่งคืนพลังงานที่ดีเยี่ยม (Energy Return) ช่วยให้คุณรู้สึกมีแรงส่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้จะวิ่งระยะไกลก็ยังคงรักษาความรู้สึกเด้งและไม่ยุบตัวง่าย
ความมั่นคงและการควบคุม: ด้วยระบบ Torsion System ที่อยู่บริเวณกลางเท้า ช่วยเพิ่มความมั่นคงและควบคุมการบิดตัวของรองเท้าได้ดี ทำให้การถ่ายเทน้ำหนักจากส้นเท้าสู่ปลายเท้าเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม นักวิ่งบางคนอาจรู้สึกว่าความเด้งของ Boost ทำให้การเข้าโค้งในความเร็วสูงมีความ “ไม่กระชับ” เล็กน้อย
การยึดเกาะ: พื้นรองเท้าชั้นนอกที่ใช้ยาง Continental Stretchweb (คล้ายกับที่ใช้ใน UltraBoost) มอบการยึดเกาะที่ดีเยี่ยมบนพื้นผิวที่หลากหลาย ทั้งถนนเปียกและแห้ง ทำให้วิ่งได้อย่างมั่นใจในสภาพอากาศที่แตกต่างกัน
4. ประสบการณ์การใช้งาน & ความง่ายในการใช้
Energy Boost 2018 ได้รับการออกแบบมาให้เป็นรองเท้าที่ใส่สบายตั้งแต่แรกก้าว อัปเปอร์ผ้า Techfit ให้ความรู้สึกเหมือนถุงเท้าที่โอบรับเท้าได้ดีเยี่ยม สำหรับนักวิ่งที่มีหน้าเท้าแคบถึงปานกลางจะรู้สึกกระชับพอดี แต่สำหรับคนที่มีหน้าเท้ากว้าง อาจต้องลองพิจารณาเพิ่มครึ่งไซส์เพื่อให้มีพื้นที่มากขึ้น
ความสบายในการสวมใส่: บริเวณลิ้นรองเท้าและขอบข้อเท้ามีวัสดุบุที่หนานุ่ม มอบความสบายรอบเท้า พื้น Boost ที่นุ่มและตอบสนองได้ดีทำให้รู้สึกสบายตลอดการวิ่ง โดยเฉพาะการวิ่งในระยะกลางถึงระยะไกล
การระบายอากาศ: แม้ว่าอัปเปอร์ Techfit จะให้ความรู้สึกกระชับ แต่ในบางรีวิวระบุว่าการระบายอากาศอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะในการวิ่งในสภาพอากาศร้อนจัด อาจทำให้เท้ารู้สึกอบอ้าวได้หลังวิ่งไปได้สักระยะ
ความรู้สึกโดยรวม: เป็นรองเท้าที่ให้ "Feel" หรือความรู้สึกในการวิ่งที่สนุกสนาน ด้วยความเด้งของ Boost ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้การวิ่งในแต่ละก้าวเต็มไปด้วยพลังงาน
5. ความทนทาน & ความคุ้มค่าในระยะยาว
หนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้ Adidas Energy Boost เป็นที่พูดถึงมาโดยตลอดคือ ความทนทานของพื้น Boost โฟม Boost ถูกออกแบบมาให้สามารถรับมือกับอุณหภูมิที่หลากหลายได้ดี และยังคงรักษาสภาพการคืนพลังงานและการรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี แม้จะผ่านการวิ่งมาหลายร้อยกิโลเมตร
ระยะเวลาการใช้งาน: ผู้ใช้งานหลายคนรายงานว่าพื้น Boost สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 500-600 ไมล์ (ประมาณ 800-960 กิโลเมตร) หรือมากกว่านั้น โดยที่ยังคงประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกและการส่งคืนพลังงานได้ดี ซึ่งถือว่าสูงกว่ามาตรฐานของรองเท้าวิ่งทั่วไปที่มักแนะนำให้เปลี่ยนที่ประมาณ 300-500 ไมล์
ค่าใช้จ่ายระยะยาว: ด้วยความทนทานของพื้น Boost ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรองเท้าบ่อยนัก แม้ราคาเปิดตัวจะอยู่ในระดับกลางถึงสูง (ประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ) แต่เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนาน ทำให้ Energy Boost 2018 กลายเป็นรองเท้าที่ให้ ความคุ้มค่า ในระยะยาวได้เป็นอย่างดี หากหารด้วยจำนวนกิโลเมตรที่วิ่งได้ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรจะต่ำกว่ารองเท้าหลายๆ รุ่น
6. ข้อดี-ข้อเสีย
หลังจากได้ลองสัมผัสและพิจารณาจากข้อมูลต่างๆ นี่คือข้อดีและข้อเสียของ Adidas Energy Boost 2018:
ข้อดี:
- สุดยอดการคืนพลังงาน: Boost ยังคงเป็นหนึ่งในโฟมที่ให้การเด้งและส่งคืนพลังงานได้ดีที่สุด
- ความสบายระดับพรีเมียม: นุ่มสบายเท้า เหมาะกับการวิ่งทุกวันและการวิ่งระยะไกล
- ทนทานเป็นเลิศ: พื้น Boost ทนทานต่อการใช้งานหนัก ใช้งานได้หลายร้อยไมล์
- ยึดเกาะดีเยี่ยม: พื้นยาง Continental ให้การยึดเกาะที่มั่นใจได้
- ดีไซน์คลาสสิก: รูปลักษณ์เรียบง่าย แต่มีสไตล์ สามารถใส่ลำลองได้
ข้อเสีย:
- น้ำหนัก: อาจรู้สึกหนักกว่ารองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ๆ ที่เน้นความเบา
- การระบายอากาศ: อัปเปอร์ Techfit อาจทำให้เท้ารู้สึกร้อนได้ในสภาพอากาศร้อนชื้น
- หน้าเท้าแคบ: นักวิ่งหน้าเท้ากว้างอาจต้องเพิ่มไซส์เพื่อความสบาย
- อาจไม่เหมาะกับความเร็วสูง: ความเด้งของ Boost อาจทำให้รู้สึกไม่มั่นคงเล็กน้อยในการเข้าโค้งที่ความเร็วสูง
- หาซื้อยากในปัจจุบัน: เนื่องจากเป็นรุ่นปี 2018 การหารองเท้าใหม่ในสต็อกอาจทำได้ยาก
7. เหมาะกับใคร & คำแนะนำในการซื้อ
Adidas Energy Boost 2018 เหมาะสำหรับ:
- นักวิ่งประจำวัน (Daily Runner): ผู้ที่มองหารองเท้าคู่ใจสำหรับการวิ่งซ้อมในแต่ละวัน ที่ให้ความสบายและการรองรับแรงกระแทกที่ดีเยี่ยม
- นักวิ่งระยะไกล: ด้วยคุณสมบัติการคืนพลังงานและความทนทาน ทำให้เหมาะสำหรับการวิ่ง Half Marathon หรือ Marathon
- ผู้ที่ชื่นชอบความนุ่มเด้ง: หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงรักความรู้สึก “เด้ง” ของพื้น Boost นี่คือรองเท้าที่ตอบโจทย์
- ผู้ที่ต้องการรองเท้าที่ทนทาน: หากคุณต้องการรองเท้าที่ใช้งานได้ยาวนานหลายร้อยกิโลเมตร Boost ไม่ทำให้ผิดหวัง
- นักวิ่งหน้าเท้าแคบถึงปานกลาง: ผู้ที่ต้องการความกระชับและโอบรับเท้าได้ดี
ควรซื้อเลยไหม? ในปัจจุบัน (ปี 2025) Adidas Energy Boost 2018 ถือเป็นรองเท้า “ในตำนาน” ที่หาซื้อได้ยากในสภาพใหม่เอี่ยม หากคุณเจอในสภาพดีและราคาเหมาะสม โดยเฉพาะสำหรับนักสะสม หรือผู้ที่ต้องการสัมผัสความรู้สึกคลาสสิกของ Boost รุ่นแรกๆ ก็ถือว่าน่าสนใจ แต่ถ้ามองหารองเท้าวิ่งสำหรับประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน อาจมีรุ่นใหม่ๆ ที่พัฒนาไปไกลกว่าในด้านน้ำหนักเบาและการระบายอากาศ
8. เปรียบเทียบกับสินค้าคล้ายๆ กัน
เมื่อเทียบกับรองเท้าวิ่งที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันในช่วงเวลาเดียวกัน หรือรุ่นต่อมา:
- เทียบกับ Adidas UltraBoost: UltraBoost (เปิดตัวปี 2015) เน้นความนุ่มและปริมาณ Boost ที่มากกว่า มีอัปเปอร์ Primeknit ที่มีความยืดหยุ่นสูงและให้ความรู้สึกพรีเมียมกว่า Energy Boost Energy Boost จะให้ความรู้สึกกระชับและมั่นคงกว่าเล็กน้อย เหมาะสำหรับการวิ่งที่ต้องการความควบคุมที่ดีกว่า UltraBoost ที่บางคนอาจรู้สึก "ยวบ" เกินไป
- เทียบกับรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ๆ ในตลาดปัจจุบัน: รองเท้าวิ่งสมัยใหม่หลายรุ่นได้พัฒนาน้ำหนักให้เบาลงอย่างมาก และใช้วัสดุอัปเปอร์ที่ระบายอากาศได้ดีกว่า รวมถึงโฟมรุ่นใหม่ๆ ที่เน้นความเด้งและการส่งคืนพลังงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม Energy Boost 2018 ยังคงโดดเด่นในด้านความทนทานและความรู้สึก "เด้ง" ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Boost ยุคแรกๆ
9. บริการหลังการขายและช่องทางการซื้อ
เนื่องจาก Adidas Energy Boost 2018 เป็นรองเท้าที่วางจำหน่ายไปเมื่อหลายปีที่แล้ว การหาซื้อ "มือหนึ่ง" ที่มีประกันจากร้านค้าทางการจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน
ช่องทางการซื้อในปัจจุบัน:
- ร้านค้ามือสอง/กลุ่มซื้อขายรองเท้า: คุณอาจพบ Adidas Energy Boost 2018 ได้จากแพลตฟอร์มรองเท้ามือสอง เช่น eBay หรือกลุ่มซื้อขายรองเท้าในโซเชียลมีเดียต่างๆ
- ตลาดนักสะสม (Resell Market): เว็บไซต์อย่าง StockX หรือ Flight Club อาจมีสินค้า แต่ราคาอาจสูงกว่าราคา Retail และมักจะไม่มีการรับประกันจากผู้ผลิตแล้ว
การรับประกัน: รองเท้ากีฬาโดยทั่วไปมักมีการรับประกันคุณภาพการผลิตในช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 90 วัน) จากแบรนด์ หากซื้อจากช่องทางที่เป็นทางการ แต่สำหรับรุ่นเก่าอย่าง Energy Boost 2018 การรับประกันนี้อาจหมดอายุไปแล้ว หรือขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ขายมือสอง
10. บทสรุปและคำแนะนำในการซื้อ
Adidas Energy Boost 2018 คือรองเท้าวิ่งที่แท้จริงในตำนานที่ยังคงน่าจดจำ ด้วยเทคโนโลยี Boost ที่พลิกโฉมวงการรองเท้าวิ่ง มันมอบการรองรับแรงกระแทกที่นุ่มนวล การคืนพลังงานที่ยอดเยี่ยม และความทนทานที่น่าประทับใจ เป็นรองเท้าที่มอบความสบายในการวิ่งระยะไกลและการซ้อมวิ่งประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม
คำแนะนำขั้นสุดท้าย:
- หากคุณเป็น นักวิ่งที่กำลังมองหาความรู้สึกคลาสสิกของ Boost และต้องการรองเท้าที่เน้นความสบาย ทนทาน และยังคงให้การคืนพลังงานที่ดีเยี่ยม และสามารถหาซื้อได้ในสภาพดีและราคาที่เหมาะสม Energy Boost 2018 ยังคงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม
- อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็น นักวิ่งที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุด ในแง่ของน้ำหนักที่เบา การระบายอากาศที่เหนือกว่า หรือเทคโนโลยีโฟมรุ่นใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อความเร็วโดยเฉพาะ รุ่นใหม่ๆ ในตลาดอาจตอบโจทย์ได้มากกว่า
โดยรวมแล้ว Adidas Energy Boost 2018 คือรองเท้าที่ "ควรค่าแก่การคิดถึง" และยังคงเป็นรองเท้าที่มอบประสบการณ์การวิ่งที่ดีเยี่ยมได้ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม.
วิดีโอที่เกี่ยวข้อง
แนะนำสำหรับคุณ
Fresh Black Tea Mask รีวิว: มาส์กหน้าใส ฟูอิ่ม เห็นผลในครั้งแรก?
รีวิว iPhone 13 ปี 2025: คุ้มค่าน่าซื้อไหม?
รีวิว Collagen by Watsons Trouble Free: ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเป็นสิว ลดการอุดตัน ได้ผลจริงหรือ?
รีวิว Harley-Davidson Sportster Iron 1200: ตำนานคลาสสิก สไตล์ดุดัน
รีวิว Grande Pleno วัชรพล-สุขาภิบาล 5: โครงการบ้านน่าอยู่ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไหม
รีวิว Argus Car Hire: บริการเช่ารถต่างประเทศ ประสบการณ์เป็นอย่างไร?
